วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เอกลักษณ์แห่งลายเวียงกาหลง


เอกลักษณ์แห่งลายเวียงกาหลง

เครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลงมีชื่อเสียงในเรื่องความสวยงามของรูปแบบ ลวดลาย ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดินมีคุณภาพดี เนื้อดินมีความละเอียด สีขาวนวล น้ำเคลือบใสบาง และขึ้นรูปทำได้บาง มีการผลิตอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 – 20 กล่าวกันว่า เครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง เป็นเครื่องหั้นที่มีราคาแพงอย่างมาก เมื่อเทียบกับเครื่องปั้นจากแหล่งอื่น จากการสัมภาษณ์ผู้มีความรู้ ผู้เชี่ยวชาญได้อธิบาย รูปแบบและลวดลายที่พบจากเตาเผาโบราณ ในระยะแรกมักจะวาดลวดลายแบบจีน เช่น ลายพันธุ์ไม้แบบจีน หรือเวียดนาม ลายเก๋งจีน ลายกิเลน ลายไก่ฟ้า ลายเส้นเหมือนกับเครื่องถ้วยจีน รูปทรงของภาชนะ จาน ชาม ถ้วย ไห บางส่วนก็มีลักษณะเป็นแบบจีน ระยะต่อมาก็มีรูปลักษณ์ต่างไปจากเครื่องถ้วยจีน มักพบรูปทรงและลวดลายที่ทำขึ้นมาโดยไม่ได้ตามอย่างศิลปะจีน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเวียงกาหลงเอง มีทำกันทั้งการเขียนลายดำใต้เคลือบ และเคลือบใส ในช่วงแรกๆนั้นทำภาชนะได้บาง และมีน้ำหนักเบา ช่วงหลังทำหนา และหนักขึ้น ตาดว่าคงจะมีการใช้กรรมวิธีเคลือบน้ำตาล เคลือบเขียว ซึ่งยังทำได้ไม่ค่อยดีนัก ใช้น้ำเคลือบหนาแต่ยังไม่ค่อยมีความสม่ำเสมอลวดลายที่ใช้เขียนลายใต้เคลือบนั้นส่วนมากก็เป็นลวดลายที่ได้จากธรรมชาติ เช่น ประเภทพันธุ์ไม้ ดอกไม้ ภาพสัตว์ ผู้รู้บางท่านกล่าวว่า “อาจเป็นเพราะอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สมบูรณ์ ส่งผลให้เกิดลายพวกนี้ขึ้น” ลายที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ คือ การดัดแปลงรูปกลีบดอกไม้หรือใบไม้ ให้เหมือนรูปนกกา ที่เรียกกันว่า “ลายกา” หรือดอกกาหลง ถ้าเป็นงานแบบเคลือบใสจะแต่งด้วยการขูดขีดหรือลายซี่หวี ลวดลายที่พบจากเศษชิ้นส่วนของเครื่องปั้นดินเผานั้น พบซ้ำๆ กันมาก แต่ก็ถือว่ามีลายจำนวนมากที่ช่างฝีมือสมัยก่อนได้ประดิษฐ์ไว้ ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีการพบแหล่งเตาเผาโบราณอยู่เรื่อยๆ ตามท้องที่ไร่นา เขตชุมชน หรือพื้นที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน เมื่อพบใหม่ก็จะเป็นมีลายแปลกๆ ปะปนอยู่ด้วยเสมอ แสดงให้เห็นว่ายังมีลวดลายที่ใช้การตกแต่งเครื่องปั้นดินเผาอีกเป็นจำนวนมาก ส่วนรูปแบบเท่าที่พบก็มีรูปทรงต่างๆ ทุกรูปแบบ ตั้งแต่ภาชนะเครื่องเคลือบสิ่งของเครื่องใช้สอย ของใช้ในพิธีกรรม ยังพบพระพุทธรูปดินเผาเคลือบ แ ละพระพิมพ์ดินเผาต่างๆ รวมทั้งตุ๊กตารูปคน รูปสัตว์ ขนาดเล็ก แต่ก็พบจำนวนไม่มากนัก

รูปแบบและลวดลายเครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้
1. ลวดลายพันธุ์พฤกษา ได้แก่ ลายผักแว่น ลายก้านขด ลายดอกบัว ลายผักกูด ลายดอกเข็ม ลายหวีกล้วย ลายเมล็ดข้าว ลายใบมะพร้าว ลายดอกกาหลง ลายดอกโบตั๋น ลายสระบัว ลายใบเฟิร์น และลายอื่นๆ ได้แก่ ลายจุดหมึก (ลายหมัดไฟ) ลายขูดขีด (ลายซี่หวี) ลายแสงตะวัน เป็นต้น
2. ลวดลายรูปสัตว์ ได้แก่ ลายกิเลน ลายกวาง ลายสัตว์ 12 ราศี ลายนกกา ลายนกไก่ฟ้า ลายม้า ลายปลา เป็นต้น
3. รูปแบบภาชนะ ได้แก่ จาน ชาม ถ้วย แจกัน ไห โถพร้อมฝา กระปุกมีฝา คนที คนโท ขวด ผางประทีป เชิงเทียน เป็นต้น
4. รูปแบบประติมากรรม และตุ๊กตา ได้แก่ พระพุทธรูป พระพิมพ์ ตุ๊กตารูปคน ตุ๊กตารูปสัตว์ ตัวหมากรุก เป็นต้น

ประวัติเครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง















ประวัติเครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง

เวียงกาหลงเป็นแหล่งที่เหมาะสมที่สุดในการผลิตเครื่องปั้นดินเผา เพราะแหล่งดินที่นี่ เป็นดินที่มีคุณภาพในการผลิตเครื่องปั้นดินเผาชนิดเนื้อแกร่ง เป็นดินสีขาว มีคุณภาพคล้ายดิน เกาลินมีความเหนียวและยืดหยุ่น
เวียงกาหลงตั้งอยู่ท่ามกลางเมืองต่างๆของอาณาจักรล้านนา เตาเผาส่วนใหญ่ตั้งอยู่ตาม แนวสันเขาระหว่างเวียงป่าเป้า และวังเหนือ แยกจังหวัด เชียงรายและลำปางออกจากกัน มีแม่น้ำไหลผ่านหลายสายจากเหนือ ลงใต้ และมีเส้น ทางตามแนวสันเขา เชื่อมพะเยาและเชียงใหม่ มีกลุ่มชนต่างๆอาศัยอยู่จำนวนมาก และไม่อยู่ในเส้นทาง เดินทัพของพม่าหรือ อยุธยาทำให้เตาเผาเวียงกาหลงอยู่ในทำเล เหมาะสม มีความอุดม สมบูรณ์แลี้ยงตัวได้และปลอดภัยจากการเดินทัพ กลุ่มเตาเผาเวียงกาหลงในปัจจุบันอยู่ในเขต อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงรายและเขต อ.วังเหนือ จ.ลำปาง มีเตาเผาที่พบ แล้วประมาณสองร้อยกว่าเตา ตั้งเรียงรายอยู่ตามริม ฝั่งแม่น้ำลาว ทางทิศตะวันตกของเวียงกาหลงเป็นกลุ่มเตาป่าส้าน ทางทิศตะวันออก จะห่างไกลหมู่บ้าน เป็นกลุ่มเตาป่าเหว ป่าหยุม ป่าดงสันกู่ ห้วยเผาและห้วยทราย การสร้างเตาเผามีลักษณะแตกต่างกัน บางเตาสร้างโดยการก่อหรือขุดเป็นโพรงเข้าไปยังตลิ่งที่สูงชันแล้วสร้างเป็นเตาเผา บางเตาก่อ โดยใช้ดินเหนียวไม่ใช้อิฐหลังคาเตา ใช้ไม้ไผ่ก่อเป็นโครงรูปโค้งแล้วใช้ดินเหนียวหุ้มทับขนาดเตาเผาประมาณ 4.8 x 2 ม. มีปล่องไฟขนาดเล็ก หลังคาต่ำ บริเวณที่ใส่เชื้อเพลิงกว้าง



ลักษณะเตาเผาเครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง
จากสภาพภูมิศาสตร์ตามลักษณะภูมิประเทศอันอุดมสมบูรณ์ของเวียงกาหลงจึงทำให้เวียงกาหลง เป็นเส้นทางติดต่อกันได้ทั้งหมด ไม่ว่า พะเยา เชียงใหม่ ลำปาง หรือแม้กระทั่งเชียงราย ดังนั้น เวียงกาหลงจึงมีผู้คนเป็นจำนวนมากอพยพมาอาศัยและทำกินอยู่ในเขตนี้
เตาเผาเครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลงเป็นเตาชนิดลมร้อนตรง (เปลวไฟจะผ่านตรงไปยังภาชนะที่เผาในเตา) เป็นเตาขนาดเล็กมีความกว้างไม่เกิน 2.00 เมตร ยาวไม่เกิน 4.80 เมตร ปล่องไฟมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 92 เซนติเมตร ผนังเตาหนาประมาณ 42 เซนติเมตร ตัวเตาก่อด้วยอิฐดิบ ฉาบด้วยดินเปียก (น้ำดินข้นมาก ๆ เพื่อเป็นตัวประสานให้อิฐดิบติดกันและป้องกันเปลวไฟพุ่งออกจากเตาเผาในขณะที่เผาเคลือบในอุณหภูมิสูง ๆ) เมื่อเวลาใช้ครั้งแรกจะบรรจุผลิตภัณฑ์เข้าในเตาเผาโดยเปิดด้านข้างของเตาเป็นช่องบรรจุผลิตภัณฑ์ เมื่อผลิตภัณฑ์เต็มห้องแล้วจึงปิดด้านข้างดังกล่าวด้วยอิฐดิบ หลังจากนั้นจึงทำการเผาผลิตภัณฑ์พร้อมกันกับเตาเผาครั้งแรก การนำผลิตภัณฑ์ออกจากเตาเผาใช้วิธีการอย่างเดียวกัน คือ ดึงอิฐที่ปิดตอนแรกออก (อิฐดิบที่เผาครั้งแรกพร้อมกับผลิตภัณฑ์จะสุกเพียงครึ่งหนึ่งหรือหนึ่งในสามของอิฐดิบที่เป็นแผ่นหนาแน่นเท่านั้น) นำผลิตภัณฑ์ออกจากเตาเผา การเผาผลิตภัณฑ์ในครั้งต่อไปจะทำอย่างเดียวกันนี้ต่อไป

ลักษณะของเตาชนิดลมร้อนผ่านขึ้นตรง

พื้นเตาโรยทรายเป็นตัว พื้นเตาลาดเอียงประมาณ 5 – 10 องศา
ปรับระนานของกี๋เพื่อให้ได้ แต่เดิม (โบราณ) จะใช้ลูกมะนาวกลิ้ง
ระดับและเป็นตัวยึด ปล่องไฟ Ø 0.5 – 1.00 เมตร จากปล่องไฟให้ไหลลง ไปทางด้านหน้า
บังคับไม่ให้ภาชนะล้มลงในขณะเผาผลิตภัณฑ์ เตา การไหลให้เป็นไปอย่างช้า ๆ เพื่อ
ในอุณหภูมิสูง เป็นการทดสอบว่า การไหลเวียนและ ในขณะที่เผาจะเป็นอย่างไร ถ้าลูก
มะนาวไหลลงเร็ว แสดงว่าความร้อน
และไฟจะวิ่งจากปากเตา ไปสู่ปล่องไฟ
อย่างรวดเร็ว ถ้าลูกมะนาวไหลลงช้า
เกินไปจะทำให้ความร้อน และไฟอั้น
ระดับพื้นดิน อยู่ภายในเตา อุณหภูมิในการเผาจะ
ไม่ถึงอุณหภูมิตามต้องการ

ช่องไฟ (ฟืน) กว้าง 1.40 เมตร ห้องเผาผลิตภัณฑ์ กว้าง 3.00 เมตร


บริเวณป่าเวียงกาหลงซึ่งเป็นป่ามีไม้ ลักษณะของเตาเวียงกาหลงซึ่งถูก ปล่องไฟของเตาเวียงกาหลง
นานาชนิด บริเวณดังกล่าวเป็นบริเวณ ค้นพบภายในบริเวณป่าเวียงกาหลง
ที่ได้ถูกลักลอบขุดเครื่องปั้นดินเผาเวียง
กาหลง

ลักษณะของเครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง
เครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง เป็นเครื่องปั้นดินเผาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่น คือเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่มีลักษณะบางและมีน้ำหนักเบา เนื่องจากดินที่ใช้ในการปั้นเครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลงเป็นดินที่มีคุณสมบัติดี แสดงให้เห็นว่าบริเวณพื้นที่เวียงกาหลง เป็นแหล่งดินที่มีคุณภาพ เนื้อดินมีสีขาว เนื้อละเอียด มีเม็ดทรายปนน้อย สามารถขึ้นรูปภาชนะได้กว่าเครื่องปั้นดินเผาที่ผลิตจากที่ผลิตแหล่งอื่นๆ ส่วนการเคลือบนิยมเคลือบถึงบริเวณเชิงขอบภาชนะ น้ำเคลือบใส มีทั้งสีฟ้าและสีเขียวอ่อน มักมีรอยราน รูปทรงที่ผลิต ส่วนมากจะเป็นจาน ถ้วย แจกัน เป็นต้น



เครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลงแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มใหญ่ กลุ่มที่ 1 ชนิดเขียนลวดลายสีดำใต้เคลือบและชนิดเคลือบสีเดียว
เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด มีคุณภาพดีและสวยงามที่สุด เตาเวียงกาหลงทุกแห่งผลิตงานแบบนี้ ยกเว้นกลุ่มเตาป่าดงและ วังเหนือ ลักษณะที่เห็นได้ง่ายคือเนื้อบาง น้ำเคลือบสีหลักคือเทาหม่น มีสีเขียวเจือบ้างเล็กน้อย ดินเป็นดินเนื้อละเอียด สีขาว สีเหลืองอ่อนและสีเทา ลวดลายที่ปรากฏบนภาชนะมีมากมายเช่น ชนิดเคลือบสีเดียว ส่วนใหญ่เป็นลายขูดขีดเป็น เส้น ขูดขีดเป็นลายดอกไม้ สำหรับชนิดเขียนลายใต้ เคลือบ เป็นลายข้าวเปลือก ลายพรรณพฤกษา บางลายคล้ายลายจีน ลายรูปคนและ สัตว์ในตำนาน อีกลายที่นิยมคือลายกลีบดอกบัวเรียงรายโดยรอบ รูปทรงของเครื่องปั้นดินเผามีลักษณะหลากหลายเช่น จาน ชาม แจกัน ซึ่งหลายๆแบบ และขนาดต่างๆกัน ตะเกียง เต้าปูน หม้อมีฝาปิด ไหขนาดใหญ่ ของขนาดเล็ก ของเด็กเล่นหรือใช้ในพิธีกรรมเช่น ตัวหมากรุก ตราประทับ แบบต่างๆ กล้องยาสูบ นกหวีด รูปตัวสัตว์และรอก เป็นต้น

กลุ่มที่ 2 กลุ่มเตาป่าหยุมชนิดเขียนลวดลายสีดำใต้เคลือบ
กลุ่มนี้มีลักษณะพิเศษคือ คล้ายกลุ่มที่ 1 แต่คุณภาพต่ำกว่าคือหนักและเนื้อหยาบกว่า ขอบก้นภาชนะหนาและตัด เป็นสี่เหลี่ยม เนื้อดินหยาบและน้ำเคลือบคุณภาพไม่ดีเท่า
กลุ่มที่ 3 กลุ่มเตาป่าดงชนิดเซลาดอน เซลาดอนจากกลุ่มเตาป่าดงนี้มีลักษณะคล้ายกับเซลาดอนของราชวงศ์ซุ่ง ซึ่งเป็น เซลาดอนขนาดแท้และนิยมมาก มีลักษณะที่พิเศษคือเคลือบหนาเป็นมันแวววาว มี รอยรานเป็นเส้นแยกคล้ายร่างแหทั่วภาชนะ มีสีต่างๆกันตั้งแต่
สีขาว นวลจนถึง สีเหลืองน้ำผึ้งและสีเขียวมะกอก ก้นภาชนะด้านนอกทาสีชอกโกแลต
กลุ่มที่ 4 กลุ่มเตาวังหนือ ส่วนใหญ่จะเป็นจานชามขนาดใหญ่ ชามและแจกันขนาดเล็ก น้ำเคลือบสีเขียว และแวววาว ส่วนที่น้ำเคลือบบางสี จะซีดส่วนที่หนาสีจะเข้ม โดยเฉพาะตรงขอบ ภาชนะและบริเวณลวดลายจะคล้ายตกผลึก ใสแวววาวมาก และมีลักษณะ เป็นรอย แตกคล้ายกระจกร้าว จานชามบางใบทำเป็นลายขูดขีดจากก้นภาชนะถึงขอบบนเป็น ลายเส้นโค้งขึ้นลง ลักษณะ เด่นที่สุดของจานคือ ขอบจานจะบิดเข้าบิดออกทำให้เกิด รอยหยัก ตัวภาชนะเปราะซึ่งเป็นลักษณะเด่นของเครื่องปั้นดิน เผาทางเหนือ ไม่นาน มานี้มีการพบเครื่องปั้นดินเผาสีน้ำตาลที่กลุ่มเตาวังเหนือด้วย ซึ่งไม่เคยพบมาก่อน กลุ่มที่ 5 เครื่องปั้นดินเผาสีน้ำตาล เครื่องปั้นดินเผาสีน้ำตาลที่เวียงกาหลงนี้ เป็นชนิดที่พบน้อยที่สุด พบเป็นไหสี น้ำตาลเข้มขนาดใหญ่ คุณภาพต่ำ นอกจากนี้ยังมีพวกสัตว์และแจกันสีน้ำตาลเข้ม บางชิ้นเคลือบเป็นสีน้ำตาลทอง ซึ่งคาดว่าเกิดโดยไม่ตั้งใจ กลุ่มที่ 6 เคลือบตะกั่วและทองแดง พบในปี ค.ศ.1985 ที่บ้านทุ่งม่าน เป็นภาชนะรูปแบบของเวียงกาหลง แต่น้ำเคลือบมีส่วนผสมของตะกั่วและทองแดงแล้วเผาในอุณหภูมิต่ำ ส่วนใหญ่เป็นแจกันขนาดเล็ก มีพระพุทธรูป รูปตัวสัตว์ นกหวีดและชามปนอยู่บ้าง

ตำนานพระเจ้าห้าพระองค์กับเวียงกาหลง






ตำนานพระเจ้าห้าพระองค์กับเวียงกาหลง

ในสมัยปฐมกัลป์ มีพญากาเผือก ๒ ตัวผัวเมีย ทำรังอยู่ที่ใต้ต้นมะเดื่อริมฝั่งแม่น้ำคงคา อันเป็นธรรมชาติสถานที่รื่นรมย์ ในเวลาต่อมาพระโพธิสัตว์ได้ปฏิสนธิเกิดในครรภ์พระมารดาแม่พญากาเผือก พร้อมกันทั้ง ๕ พระองค์ เมื่อครบทศมาส แม่กาเผือกก็เกิดออกไข่ ณ ที่รังต้นมะเดื่อจำนวน ๕ ฟอง ( สถานที่นี้ ในการต่อมาคือ วัดพระเกิด ) แม่กาเผือกดูแลฟักด้วยความทะนุถนอมเป็นอย่างดี
ครั้นอยู่มาวันหนึ่งพระยากาเผือก ได้ออกไปหากินถิ่นแดนไกล ได้ไปถึงสถานที่ที่หนึ่งซึ่งอุดมสมบูรณ์ ด้วยพืชพันธ์ธัญญาหาร แม่กาเผือกได้เพลินหากินอาหารชื่นชมกับธรรมชาติอันแสนรื่นรมย์จนมืดค่ำ พอดีฝนตกหนัก ฟ้าคะนอง ลมพายุใหญ่พัดกระหน่ำทำให้มืดครึ้มทั่วไปหมด ทำให้พญากาเผือกหาหนทางออกไม่ถูก จึงหลงอยู่ในบริเวณสถานที่นั้น ( สถานที่นั้นในกาลต่อมาได้ชื่อว่าเวียงกาหลง ) แม่กาเผือกได้พักอยู่ที่เวียงกาหลงคืนหนึ่ง พอรุ่งเช้า แม่การีบบินกลับที่พัก ณ. รังต้นมะเดื่อริมฝั่งน้ำ แต่ปรากฏว่ากิ่งมะเดื่อที่ทำรังถูกพายุพัดหักล้มลงไปในแม่น้ำ แม่กาเผือกตกใจรีบถลาไปหาลูก แต่อนิจจา หาเท่าไรก็หาไม่พบ แม่กาเผือกพยายามหาไข่ลูกของตนเองไปทุกสถานที่ ด้วยความโศกเศร้าเสียใจในความรักอย่างสุดซึ้ง จนไม่สามารถระงับความอาลัยทุกข์ได้ ในที่สุดก็สิ้นใจตายอย่างน่าสงสาร

ด้วยอานิสงค์ในความรักอันบริสุทธิ์ที่มีต่อลูก ทั้งที่ลูกของแม่กาเผือกเป็นพระโพธิสัตว์ถึง ๕ พระองค์ เป็นกุศลหนุนส่งให้แม่กาเผือกตายไปเกิดอยู่บนแดนพรหมโลกชั้น สุทธาวาสมีวิมานทองคำสดใสริสุทธ์ งดงามตระการตา ได้พระนามว่า “ ฆติกามหาพรหม “ จักได้เป็นผู้ถวายอัฏฐะบริขารบวชแก่ลูกทั้ง ๕ พระองค์ เมื่อจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


ส่วนไข่ทั้ง๕ ได้ถูกลมพัดตกน้ำไหลไปยังสถานที่ต่างๆ ไข่ฟองที่ ๑ แม่ไก่ได้เก็บและนำไปดูแลรักษา ไข่ฟองที่๒ แม่นาคราชได้เก็บนำไปดูแลรักษา ไข่ฟองที่ ๓ แม่เต่าเก็บไปดูแลรักษา ไข่ฟองที่ ๔ แม่โคเก็บไปดูแลรักษา ไข่ฟองที่ ๕ แม่ราชสีห์เก็บไปดูแลรักษา ครั้นในกาลเวลาต่อมาพระโพธิสัตว์ทั้ง ๕ ก็ประสูติออกจากไข่ทั้ง ๕ ปรากฏเป็นมนุษย์รูปร่างสวยสดงดงามทั้ง ๕ พระองค์ ในเวลาเดียวกันตามลำดับ ของแม่เลี้ยงทั้ง ๕ ที่นำไข่ไปดูแลรักษา พระโพธิสัตว์ทั้ง ๕ ได้เจริญเติบโตอยู่กับแม่เลี้ยง ด้วยความกตัญญูจึงรู้ทำหน้าที่ทุกอย่างทดแทนบุญคุณแม่เลี้ยงเป็นอย่างดี จนถึงอายุครบ ๑๒ ด้วยบุญกุศลเก่าหนุนส่ง ก็มีสิทธิ์คิดที่จะออกบวชบำเพ็ญ เนกขัมมะบารมี เป็นฤาษีอยู่ในป่า จึงได้อำลาแม่เลี้ยงของตนเหมือนกันทั้ง ๕ พระองค์ ฝ่ายแม่เลี้ยงถึงแม้จะมีความรักและอาลัยลูกเพียงใดก็ไม่สามารถขัดขวางความประสงค์ตามเจตนาที่เป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ จึงอนุญาตให้ลูกออกบวชด้วยความอนุโมทนา
ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ ของพระโพธิสัตว์ทั้ง ๕ พระองค์ ที่มุ่งมั่นจะบำเพ็ญบารมีพระโพธิญาณ เพื่อเป็นพระพุทธเจ้าโปรดสัตว์โลก แม่เลี้ยงทั้ง ๕ เห็นปณิธานอย่างนั้นจึงฝากนามของแม่เลี้ยงเอาไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ตำนานให้แก่โลกต่อไป ตามลำดับพระนามดังต่อไปนี้
องค์ที่ ๑ มีพระนามว่า พระกกุสันโธ เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นไก่
องค์ที่ ๒ มีพระนามว่า พระโกนาคมโน เพราะนามแม่เลี้ยงเป็นนาค
องค์ที่ ๓ มีพระนามว่า พระกัสสโป เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นเต่า
องค์ที่ ๔ มีพระนามว่าพระโคตรโม เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นโค
องค์ที่ ๕ มีพระนามว่า พระศรีอริยเมตไตรโย เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นราชสีห์


ฝ่ายพระโพธิสัตว์ทั้ง ๕ เมื่ออกบวชเป็นฤๅษีก็ได้บำเพ็ญเพียรพระกัมมัฏฐานสำเร็จฌาน อภิญญาสมาบัติ จึงสามารถเหาะไปหาอาหารผลไม้ และบำเพ็ญเพียรที่ป่า ดอยสิงกุตตระ ณ. ใต้ต้น อณิโครธ อันร่มรื่นด้วยกิ่งไม้สาขาใหญ่ ด้วยเหตุปัจจัยในกุศลมีธรรม ฤาษีทั้ง ๕ ได้มาพบกัน ณ ที่นี้ โดยมิได้นัดหมายรู้จักกันมาก่อน จึงสอบถามความเป็นมาของกันและกัน จึงได้รู้ว่าแต่ละองค์มีแต่แม่เลี้ยง แม่ที่แท้จริงอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ฤๅษีทั้ง ๕ จึงได้ตั้งสัจจะอธิฐานขอให้ได้พบแม่บังเกิดเกล้าที่แท้จริงเป็นเหตุให้เท้า ฆติกามหาพรหมซึ่งเป็นแม่ทราบเหตุการณ์ทั้งหมด จึงจำแลงเป็นแม่กาเผือกขาวสวยงามยิ่งนัก มาปรากฏอยู่หน้าฤๅษีทั้ง ๕ ฝ่ายฤๅษีทั้ง ๕ ก็รู้ด้วยญาณทัศนะทันทีว่า นี่แหละเป็นแม่บังเกิดเกล้าที่แท้จริง จึงสอบถามวามเป็นมาของแม่กาเผือกตั้งแต่ต้นว่า เรื่องราวเป็นมาอย่างไร แม่กาเผือกจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ลูกฟัง
เมื่อลูกฤๅษีได้ทราบเหตุเช่นนั้น แล้วรู้สึกสลดสังเวชใจเป็นอย่างยิ่งและสำนึกในบุญคุณอันใหญ่หลวงของแม่กาเผือก จึงน้อมกราบ นมัสการ ฆติกามหาพรหมผู้เป็นแม่ที่ให้กำเนิดชีวิต จึงกราบขอสัญลักษณ์อนุสรณ์ของแม่กาเผือกไว้บูชา แม่กาเผือกได้ประทานผ้าฝ้ายเป็นด้ายฟั่นตีนกาสัญลักษณ์อนุสรณ์ ให้แก่ลูกฤๅษีทั้ง ๕ ไว้ใช้เป็นไส้ประทีปจุดบูชาทุกวันพระและต่อมาเป็นประเพณีจุดประทีป ตีนกาบูชาแม่กาเผือก ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ ลอยกระทง เป็นตำนานสืบไว้ในโลกาตลอดกาลนาน เมื่อแม่กาเผือกประทานสัญลักษณ์ไว้ให้กับฤๅษีทั้ง ๕ ก็ลากลับเทวสถาน
พระโพธิสัตว์ทั้ง ๕ ต่างก็พากันตั้งหน้าบำเพ็ญเพียรรักษาศีลธรรมภาวนามิได้ขาด ทุกวันพระก็จุดประทีปตีนกาบูชาพระแม่กาเผือกผู้เป็นแม่อยู่เสมอ เป็นเวลานานหลายปีชีวีฤๅษีทั้ง ๕ ก็ดับขันธ์ได้ไปเกิดบนเทวโลก ชั้นดุสิตพิภพอันเป็นที่อยู่ขององค์พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ได้เสวยทิพยสมบัติอยู่ในที่นั้น และในกาลต่อมาก็ได้เวียนบำเพ็ญบารมีทุกภพชาติที่เนิดเกิดในสังสารวัฏนี้ จนบารมีเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ทั้ง ๓๐ ทัศแล้ว ก็ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ไหนจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ฆติกามหาพรหมผู้เป็นแม่ต้นกัปโลกาก็จะนำเอาบริขาร คือ บาตรไตรจีวร มาถวายลูกโพธิสัตว์ทั้ง ๕ พระองค์ ในชาติสุดท้ายที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้าโปรดโลกทุกพระองค์ กาลเวลาอันยาวนานผ่านไปจนถึงปัจจุบันนี้ พระโพธิสัตว์ลูกแม่กาเผือกต้นปฐมกัปก็ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าโปรดโลกไปแล้วถึง ๔ พระองค์ ตามลำดับดังนี้คือ
๑. พระกกุสันโธสัมมาสัมพุทธเจ้า มีอายุ ๔ หมื่นปี มีเขมวตีนครของพระเจ้าเขมะเป็นราชธานี
๒. พระโกนาคมโนสันโธ สัมมาสัมพุทธเจ้า มีอายุ ๓ หมื่นปี มีโสภวตีนครของพระเจ้าโสภะเป็นราชธานี
๓. พระกัสสโปสัมมาสัมพุทธเจ้า มีอายุ ๒ หมื่นปี มีพาราณสีนครของพระเจ้ากิงกิเป็นราชธานี
๔. พระโคตโมสัมามสัมพุทธเจ้า มีอายุ ๘๐ ปี มีกบิลพัสดุ์ของพระเจ้าวสุทโธทนะเป็นราชธานี
ส่วนพระโพธิสัตว์องค์ที่ ๕ อันเป็นลูกองค์สุดท้ายของแม่กาเผือก คือพระศรีอริยเมตไตรย์ จักเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ ในภัททกัปป์นี้ จะมีอายุถึง ๘ หมื่นปีในยุคพระศรีอริยเมตไตรย์นั้น สภาพสังคมมนุษย์จะอุดมสมบูรณ์พูนสุขมาก เพราะผู้คนมีศีลธรรมอยู่กันด้วยความเมตตาธรรม มีศีล ๕ บริสุทธิ์ทุกคน จึงมีทรัพย์สมบัติมาก มีอายุยืนยาว ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ มีรูปร่างหน้าตาสวยสดงดงาม ผ่องใสเบิกบานด้วยศีลธรรมกันหมดและเพราะบารมีของพระพุทธเจ้า
ศรีอริยเมตไตรย์ ที่สั่งสมบารมีเพื่อความสุขสันติของโลก ซึ่งมีพระเจ้าสังขจักพรรดิทรงปกครองบ้านเมืองโดยชอบธรรมในเมืองเกตุมวดีนคร แผ่ธรรมจักรพรรดิให้คนรักษาศีล ๕ ทั้งโลก เมื่อพระศรีอริยเมตไตรย์ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วผู้คนจึงได้ฟังพระธรรมจักร ได้ดื่มรสอมตะธรรมแห่งพระศรีอริยเมตไตรย์ ได้บรรลุธรรมถึงสวรรค์นิพพานโดยแท้ ผู้คนในยุคนั้นจึงโชคดีที่สุดเกิดมาเพื่อสันติสุข เข้าถึงศีลธรรมอันดีงามทั้งหมด

ตำนานเมืองเวียงกาหลง









ตำนานเมืองเวียงกาหลง

เมืองเวียงกาหลงซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ถือเป็นเมืองโบราณซึ่งมีหลักฐานทางโบราณคดีที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน คือแนวคูดินและกำแพงเมืองเก่า ซึ่งผุพังเหลือเพียงแนวที่สามารถเห็นได้
จากการศึกษาภาพถ่ายทางอากาศ ผ.ศ ทิววา ศุภจรรยาวนาสิน โดยโครงการวิจัยชุมชนโบราณจากภาพถ่ายทางอากาศของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าในบริเวณอำเภอเวียงป่าเป้าพบว่าบริเวณอำเภอเวียงป่าเป้ามีทั้งหมด ๖ แห่ง ซึ่งเวียงกาหลงเป็นแหล่งที่สำคัญและมีหลักฐานทางโบราณคดีชัดเจนมากที่สุด
จากหลักฐานทางโบราณคดีนี้เองทำชื่อเสียงของเวียงกาหลงได้ตื่นจากการหลับใหล และรอการค้นหาปริศนา ความรุ่งเรื่องของกลุ่มชนที่สร้างเมืองโบราณแห่งนี้ หลักฐานชิ้นสำคัญคือ “ เตาเผาเวียงกาหลง” ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการค้นหาประวัติศาสตร์อันยาวนาน
การค้นพบเมืองโบราณเวียงกาหลง เริ่มต้นจากการค้นพบเครื่องถ้วยเวียงกาหลงและเตาเวียงกาหลง ซึ่งมีการขุดค้นพบครั้งแรกโดย พระยานครราม และได้มีการบันทึกเรื่องราวของเครื่องถ้วยเวียงกาหลงและเมืองโบราณแห่งนี้ลงในนิตยสาร ของสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ ๒๙ ตอนที่ ๑ ประจำเดือนสิงหาคม ค.ศ. ๑๙๓๖ โดยในคำบรรยายดังกล่าวพระยานครราม เชื่อว่าเครื่องถ้วยจากป่ากาหลงนี้ เก่าแก่ยิ่งกว่าเครื่องถ้วยที่ผลิตในสวรรคโลก (ชะเลียง ) และสุโขทัย และความสนใจในเรื่องเมืองเวียงกาหลงนี้ก็มีมากขึ้น ภายหลังการศึกษาเชื่อว่าเมืองเวียงกาหลงสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๕ ( พ.ศ.๕๐๐-๕๙๙ ) และในส่วนของบันทึกพงศาวดารเชื่อว่า เมืองเวียงกาหลงนั้น น่าจะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวดับเมืองเชียงลาว ทั้งสองเมืองนี้อยู่ในจังหวัดเชียงราย
จากหลักฐานจารึกที่อนุสาวรีย์ พ่อเมืองเวียงป่าเป้า พบว่าเวียงกาหลงสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๕โดยอ้างพงศาวดารชาติเล่มที่ ๓ ของพระบริพารเทพธานี จากการศึกษาของผู้เขียน พงศาวดารดังกล่าวระบุว่าเมืองเวียงกาหลงอยู่ในยุคเดียวกับเมืองเชียงลาว แต่ไม่ได้ระบุถึงผู้ก่อตั้งเมืองโบราณนี้ ความขัดแย้งของหลักฐานเริ่มมีมากขึ้น เมื่อมีการศึกษาถึงประวัติเมืองเชียงลาว เมืองเชียงลาวนี้ปกครองโดยกษัตริย์ในราชวงศ์ลาวจักราช การเริ่มต้นของราชวงศ์ลาวจักราชนี้ในตำนานเมืองเชียงใหม่ระบุว่า ราว พ.ศ. ๑๑๘๒ หรือในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒
ความขัดแย้งเริ่มมีมากขึ้นเมื่อนายเรจินาลค์ เลอเมย์ ได้คัดค้านของพระยานครราม ว่า เตาเวียงกาหลงน่าจะมีอายุไม่เกิน ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งหมายถึงว่าเมืองโบราณเวียงกาหลง มีอายุไม่เกินพุทธศตวรรษที่ ๒๑ และทำให้ความเชื่อเกี่ยวกับการกำเนิดเมืองเวียงกาหลง ๒ ทฤษฎีแรกถูกคัดค้านมากขึ้น เมื่อมีการตรวจสอบทางโบราณคดีพบว่าเมืองเวียงกาหลงและเตาเผาเครื่องเคลือบมีอายุประมาณพุทธสตวรรษที่ ๒๐-๒๒ โดยการยืนยันของกรมศิลปกร
แต่ข้อยุติเรื่องเมืองโบราณเวียงกาหลงยังไม่ยุติลงเพราะ ผู้ที่มีความเชื่อว่าเวียงกาหลงสร้างขึ้นในยุคก่อนสร้างล้านนาประเทศ ( พุทธศตวรรษที่ ๕ ) หรือผู้ที่เชื่อว่าเวียงกาหลงเกิดในยุคเดียวกับเมืองเชียงลาว ยังมีข้อสันนิษฐานว่า เครื่องปั้นดินเผาของเวียงกาหลง อาจเกิดในยุคหลัง เพราะตามธรรมดา เมืองโบราณต้องใช้เวลาสั่งสมอารยะธรรมอย่างน้อยเป็นชั่วอายุคน
จากข้อสันนิษฐานต่างๆ ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเวียงกาหลงเกิดขึ้นในยุคใด และสาเหตุของความมืดมนในการค้นหาคำตอบ คือเวียงกาลหลงไม่ได้อยู่ในเส้นทางการเดินทัพของพม่าจึงไม่มีการบันทึกเรื่องราวไว้ในประวัติศาสตร์ แต่ที่น่าสนใจก็คือเวียงกาหลงได้มีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมตลอดจนการติดต่อกับเมืองต่างๆ ในอดีต จนเห็นเครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลงมีลักษณะการเขียนลายที่เหมือนกับเครื่องถ้วยชิงไป๋ ของจีน ส่วนของชาติไทยด้วยกัน เมืองเวียงกาหลงก็ติดต่อกับเมืองแบใกล้เคียงเช่น ชะเลียง สวรรคโลก แต่กลับไม่มีการจดบันทึกกับเมืองเหล่านี้ไว้อาจเป็นไปได้ว่าเมืองเวียงกาหลงมีชื่อเรียกอีกอย่าหนึ่ง ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าศึกษาต่อไป
การเสื่อมสลายของเมืองเวียงกาหลงจากหลักฐานที่มีการค้นพบเมืองเวียงกาหลง มีเตาเผา กว่า ๒๐๐ เมืองนี้จึงเป็นเมืองที่ใหญ่โต ตลอดจนเวียงกาหลงอยู่ท่ามกลางเมืองต่างๆ ของ อาณาจักรล้านนา และมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านขึ้นไปทางทิศเหนือ สภาพภูมิประเทศเชื่อว่าบริเวณนี้ เป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ประกอบกับตัวเมืองเวียงกาหลงได้สร้างปราการกั้นเป็นเนินดินสูง และมีการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำ เป็นที่ตั้งของชุมชนที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ และปลอดภัยจากการเดินทัพ สันนิษฐานว่าเมืองโบราณเวียงกาหลง เกิดน้ำท่วมใหญ่ บ้านเมืองจมอยู่ใต้น้ำ ผู้คนอพยพย้ายถิ่น หลักฐานที่ปรากฏได้แก่ แหล่งเตาเผาจำนวนมากที่จมอยู่ใต้ดิน



คูเมืองโบราณ พระยอดขุนพลเวียงกาหลง